
เกริ่นนำ
บทความนี้เราเขียนให้แม่ เพราะอยากจะส่งแม่เข้าประกวดเป็นแม่ดีเด่นกะเค้าบ้าง แต่สงสัยเรื่องอาจจะยังไม่เศร้าพอ เลยยังไม่เข้าตากรรมการ แต่ไหน ๆ ก็เขียนไว้แล้ว เลยอยากให้คนอื่น ๆ อ่านบ้าง เผื่อว่าจะทำให้คิดถึงแม่ของคุณ ๆ กันบ้าง ...
***
แม่ของฉันชื่อ นางธนวรรณ นุเรมรัมย์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ แม่เกิดในครอบครัวของชาวนา ไม่ว่าจะเป็นปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง และตัวของแม่ ทุกคนล้วนเป็นชาวนาโดยสายเลือด ส่วนตาของฉันเสียชีวิตตั้งแต่แม่อยู่ในท้องของยาย ปัจจุบันญาติพี่น้องส่วนใหญ่ทางฝ่ายแม่ก็ยังคงยึดอาชีพทำนาอยู่
สุขภาพของแม่ตอนเด็ก ๆ นั้น ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก เพราะทางบ้านมีฐานะยากจนมาก ทำให้แม่เป็นโรคขาดสารอาหาร จึงมีรูปร่างที่ผอม แกร็น แต่แม่ก็ไม่เคยน้อยใจในความไม่สมบูรณ์ของร่างกายในวัยเด็ก หากแต่แม่สามารถใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป รวมทั้งแม่ยังต้องรับภาระในการเลี้ยงดูน้องอีก ๗ คน ในฐานะที่เป็นพี่สาวคนที่ ๒ ของบ้าน
ตอนเด็ก ๆ แม่เป็นคนที่ตั้งใจเรียน ดูได้จากสมุดพกที่แม่ยกให้ฉันเก็บรักษาเอาไว้ เมื่อแม่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ป้าทองม้วนซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของยาย ได้ขอแม่ไปเลี้ยง โดยพาไปอยู่ที่อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ตอนนั้นแม่เห็นเด็ก ๆ ไปโรงเรียนกัน จึงขอให้ป้าทองม้วนช่วยส่งให้แม่ได้เรียนหนังสือ ป้าทองม้วนเห็นความตั้งใจของแม่จึงส่งให้แม่ได้เรียนหนังสือทั้งที่ป้าเองก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก ระหว่างที่แม่เรียนชั้น มศ.๑ ป้าทองม้วนสอบบรรจุเข้ารับราชการได้ จึงจำเป็นต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่ตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ แต่ไม่สามารถนำแม่ไปอยู่ด้วยได้ แม่จึงต้องกลับมาเรียนที่โรงเรียนราษีวิทยา จังหวัดศีรษะเกษ ซึ่งระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่ด้วยความยากจนไม่มีเงินที่จะซื้อแม้แต่จักรยาน ทำให้แม่ต้องเดินไป-กลับทุกวัน รวมแล้วเดินกว่าวันละ ๑๐ กิโลเมตร เพื่อให้ตนเองได้รับการศึกษา และด้วยระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนที่ห่างไกลกัน อีกทั้งสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงของแม่ ทำให้ยาย และญาติ ๆ เสนอให้แม่เลิกเรียนหนังสือ แต่แม่ก็ยังคงไม่ละทิ้งความตั้งใจเดิมที่อยากจะเรียนหนังสือ ในที่สุดก็สามารถเรียนจบชั้น มศ.๓ ได้
หลังจากจบ มศ. ๓ แม่ก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะยายไม่มีเงินทุนพอที่จะให้แม่เรียนหนังสือ อีกทั้งน้อง ๆ บางส่วน ก็เป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนเหมือนกัน แม่จึงเสียสละไม่เรียนหนังสือ เพื่อให้น้อง ๆ ของตนเองได้รับการศึกษากันอย่างทั่วถึง ในช่วงนั้นป้าทองม้วนแต่งงานและมีลูกเล็ก ๆ อีก ๒ คน จึงรับแม่ให้ไปช่วยเลี้ยงลูก แม่จึงต้องกลับมาอยู่ที่สุรินทร์อีกครั้ง
ระหว่างที่แม่อยู่บ้านป้าทองม้วน แม่ต้องทำงานบ้านทุกอย่าง อีกทั้งต้องเลี้ยงเด็กเล็ก ๆ อีก ๒ คน และในยามที่ว่างจากงานบ้าน แม่ได้เรียนตัดเย็บที่โรงเรียนการสารพัดช่าง ซึ่งอยู่ติดกับบ้านของป้าทองม้วน ทำให้แม่สามารถตัดเย็บผ้า และทำงานการฝีมือได้
ต่อมา แม่สามารถสอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำได้ที่หน่วยมาลาเรียที่ ๕ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งรับราชการอยู่ ๔ ปี จึงแต่งงานกับพ่อของฉัน ในเวลานั้น พ่อของฉันรับราชการอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพธนบุรี ทำให้พ่อกับแม่ต้องอยู่ห่างกัน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของบ้านก็เพิ่มขึ้น ทำให้บางครั้งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พ่อกับแม่จึงตัดสินใจว่าจะเดินทางเข้ามาตั้งรกรากในกรุงเทพฯ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พ่อกับแม่บอกกับฉันว่า “ ตัดสินใจมาตายเอาดาบหน้า เพราะถ้ายังอยู่ ที่นั่น ลูก ๆ ก็คงจะไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา และชีวิตของลูกก็จะลำบากเหมือนกับที่พ่อกับแม่ประสบมา”
ดังนั้น แม่จึงลาออกจากราชการ แล้วเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อม ๆ กับพ่อ โดยมาขออาศัยอยู่กับญาติของพ่อที่ชุมชนหลังวัดใหม่ทองเสน แม่ทำหน้าที่แม่บ้านและเลี้ยงลูก แต่ค่าครองชีพก็ยังไม่เพียงพอ เพราะพ่อมีรายได้เพียงคนเดียว แม่จึงรับจ้างถักโครเช หรือถักลูกไม้ทุกชนิดตามที่มีคนมาว่าจ้าง เช่น ถักปลอกหมอน ผ้าม่าน ผ้าคลุมโทรทัศน์-ตู้เย็น และรับจ้างทั่วไปอยู่ประมาณ ๔ ปี แม่จึงสอบบรรจุเป็นลูกจ้างประจำที่กรมสรรพาวุธทหารบก ในระหว่างนั้น แม่คงใช้ชีวิตเหมือนเดิมคือยามว่างก็รับจ้างถักลูกไม้ทุกชนิดเหมือนเก่า รับจ้างสอนหนังสือเด็กอนุบาลข้าง ๆ บ้านไปพร้อมกับสอนลูกสาวของตนเองอีก ๒ คน นอกจากนี้ แม่มีอาชีพใหม่เพิ่มคือรับจ้างทำความสะอาดห้องน้ำในโรงงาน ชส.๒
ตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่กรมสรรพาวุธทหารบก แม่ลำบากมากเพราะงานเข้าตั้งแต่เวลา ๗ .๐๐ น. เลิกงานเวลา ๑๗.๐๐ น. ทำให้ต้องฝากลูกเล็กๆ ๒ คนไว้กับเพื่อนบ้าน และด้วยความที่พยามยามตั้งใจทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ลูกสาวคนที่ ๒ ก็เสียชีวิตเนื่องจากเป็นโรคน้ำท่วมปอด แม่เสียใจมากคิดว่าจะไม่มีลูกอีกแล้วเพราะความจน
จนกระทั่งวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ แม่สอบบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในตำแหน่งผู้คุมชั้น ๒ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ประกอบกับในปีที่แม่บรรจุเข้ารับราชการ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แยกการเบิกจ่ายเงินงบประมาณต่างๆ ออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมแม่จึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่งานการเงินและบัญชี โดยทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินเดือน, ค่าจ้างประจำ, ค่ารักษาพยาบาลทั้งไข้นอกและไข้ใน, ค่าเล่าเรียน , บำเหน็จบำนาญ
ปลายปี ๒๕๒๑ เป็นช่วงที่ฐานะทางบ้านพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง และแม่ก็พร้อมที่จะมีลูกเล็ก ๆ และพร้อมที่จะ ดูแลลูกได้อ่างเต็มที่ ดังนั้นแม่จึงมีลูกสาวเพิ่มมา ๑ คนคือฉันนางสาวดวงเด่น นุเรมรัมย์ และปี ๒๕๒๓ แม่มีลูกสาวเพิ่มมาอีก ๑ คน คือนางสาวเดือนเด่น นุเรมรัมย์ แม่ฟูมฟักเลี้ยงดูลูก ๆ ให้การอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ให้การศึกษาลูกทุกคนเท่าที่กำลังความสามารถที่แม่มี บางครั้งแม่ต้องกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงมหาดไทย จำกัด เพื่อใช้จ่ายในการลงทะเบียนเรียนของลูก แม่บอกลูกตลอดเวลาว่าแม่เรียนมาน้อยมีงานทำเงินเดือนก็น้อยตามทำให้ลำบาก แต่แม่ยอมเหนื่อยในการที่จะหาเงินในทางสุจริตทุกอย่างเพื่อเก็บไว้เป็นทุนให้ลูกได้เรียนสูง ๆ จะได้มีงานทำดี ๆ ไม่ต้องเหนื่อยยากเหมือนแม่
ตั้งแต่จำความได้ฉันเห็นแม่สู้งานหนักมาตลอด ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ – ๒๕๓๔ เป็นเวลา ๑๗ ปี แม่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านพักลาดยาว (เขตจตุจักร) กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (เขตพระนคร) แม่ตื่นนอนเวลา ๐๕.๐๐ น.เตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนในบ้าน เตรียมข้าวกล่องให้ลูกทั้ง ๓ คน ห่อไปรับประทานที่โรงเรียน เตรียมห่อข้าวสำหรับตนเองไปทานในตอนเที่ยงวัน หลังเลิกงานตอนเย็นกลับจากการทำงานแม่จะทำอาหารไว้สำหรับทุกคนในบ้าน เสร็จแล้วแม่จะไปรับจ้างทำบัญชีรายการอาหารดิบให้เจ้ไน้ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านพักลาดยาวตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ทุกวัน ส่วนวันเสาร์ – อาทิตย์ แม่จะทำข้าวแกงไปขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร เย็นกลับจากขายข้าวแกงก็ไปทำบัญชีตามปกติ ช่วงไหนมีการประมูลอาหารแม่ต้องอยู่ทำรายการอาหารจนดึกเพื่อให้เจ้ไน้ฯ ส่งรายการอาหารให้ทันการยื่นซองประกวดราคา บางครั้งแม่จะรับเสื้อผ้าเด็กนักเรียนจากทัณฑสถานหญิงกลาง เป็นโหล ๆ มานั่งเย็บเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
อ่านต่อ... แม่ของฉัน (2/2) ... ตอนจบ